ขุขันธ์ เมืองเก่า ชนทุกเผ่าสามัคคี บารมีพระแก้วเนรมิตวัดลำภูคู่หลวงพ่อโตวัดเขียน กระอูบ เกวียน ครุน้อย เครื่องจักสาน ปราสาทโบราณเป็นศรี ประเพณีแซนโฎนตา...ต้นไม้จะอยู่ได้ก็เพราะราก ชาติจะอยู่ได้ก็เพราะวัฒนธรรม การทำลายต้นไม้ ง่ายที่สุด คือทำลายที่ราก การทำลายชาติไม่ยาก ถ้าทำลายวัฒนธรรม...ไร้รากเหง้า วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ไร้เรา...

ภาษา ตำรา คัมภีร์ใบลาน และจารึกโบราณที่พบในเมืองขุขันธ์

ภาษา KKLCN-001
- ภาษาถิ่น (dialects)ในอำเภอขุขันธ์
KKLCN-001-001 ภาษาเขมรขุขันธ์
KKLCN-001-002 ภาษากูยขุขันธ์ (กลุ่มกูยตำบลปรือใหญ่ และกลุ่มกูยตำบลจะกง/หรือ กูยกัลโป)
KKLCN-001-003​ ภาษาลาว​ (อักษรธรรมอีสาน ไทน้อย และอักษรลาว)


จารึกโบราณ KKLCN-002
KKLCN-002-001 จารึกโบราณกล่าวถึงเมืองขุขันธ์ในอดีต เมื่อ พ.ศ. 1580​​ (พร้อมคำแปลภาษาไทย)
KKLCN-002-002จารึกโบราณกล่าวถึงเมืองขุขันธ์ในอดีต เมื่อ พ.ศ. 1580​​ (พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษ)

ตำรา KKLCN-003
KKLCN-003-001 กรังสัตราโหราศาสตร์โบราณเขมรสุรินท์โคกขัณฑ์
KKLCN-003-002 สมุดข่อยตำราดูที่ปลูกเรือนโบราณเมืองขุขันธ์
KKLCN-003-003 สมุดบันทึกวิปัสนา ของสามเณรยูร ตายอ วัดโคกโพน
KKLCN-003-004 ฉลองอัฐิ วัดปรือใหญ่
KKLCN-003-005 สาสตราฉลองธง วัดปรือใหญ่ (คัดลอกเสร็จ พ.ศ. 2555)
KKLCN-003-006 ตำราใบลานและกรังสัตราพิหารตรางสวาย(ถ่ายภาพ30/12/2562)
KKLCN-003-007 ตำราเสียบทายต้นฉบับของเมืองขุขันธ์(ถ่ายภาพ09/02/2563)

คัมภีร์ใบลาน KKLCN-004
KKLCN-004-001 กำมวิบาก วัดลำภู
KKLCN-004-002 อนิสงสฺมุกขฺสุพทฺ วัดลำภู
KKLCN-004-003 ฉลองบิณฑ์ จากวัดบ่อทอง
KKLCN-004-004 ฉลองบิณฑ์ วัดตะเคียนบังอีง(พ.ศ.2532)
KKLCN-004-005 ฉลองบิณฑ์(សាសត្រាឆ្លងបិណ្ឌ) วัดโสภณวิหาร(พ.ศ.2557)
KKLCN-004-006 อนิสงสฺตำมฺโพธิพฤกสฺ วัดบ่อทอง
KKLCN-004-007 สัพวฺทานเล็กแบบสมัยโบราณ วัดบ่อทอง
KKLCN-004-008 อุปปฺคุตฉบับย่อ วัดบ่อทอง
KKLCN-004-009 ฉลองเจติย์ ​วัดลำภู (16/11/2559)
KKLCN-004-010 ธมฺมเทสฺนาบุณฺยบิณ จากวัดบ้านแขว (18มกราคม 2559)
KKLCN-004-011 ธมฺมเทสฺนาคมฺพีร อุปฺปคต จากวัดบ้านแขว (18มกราคม 2559)
KKLCN-004-012 คัมภีร์ใบลานภาษาเขมรชุดสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่ที่วัดบกจันทร์นคร
KKLCN-004-013 ตำรารักษาโรคของเมืองขุขันธ์ อายุกว่า 280 ปี จากตำบลกันทรารมย์
KKLCN-004-014 เสจฺกดียฺธํมฺมฌาน ขแส ๔ กัณฑ์ที่ 4 จากวัดทุ่งบังอีงวิหาร
KKLCN-004-015 ใบลานประวัติเมืองขุขันธ์ จารโดยบรรพบุรุษเมืองขุขันธ์ ก่อน พ.ศ.2460
KKLCN-004-016 สาตราฉลองต็วง วัดบ้านใจดี
KKLCN-004-017 คัมภีร์พระอภิธรรมสังฆายนาโจตเฉลย วัดโสภณวิหาร (พ.ศ. 2447)
KKLCN-004-018 คัมภีร์พระอภิธรรมโจตเฉลย วัดโสภณวิหาร (พ.ศ. 2447)
KKLCN-004-019 คัมภีร์พระวินัยโจตเฉลย วัดโสภณวิหาร (พ.ศ. 2447)
KKLCN-004-020 อริยบุคคล โจทย์-เฉลย 1 กัณฑ์ของวัดเขียนบูรพาราม(จารปี2537โดย อ.เคลียม สอนพูด)
KKLCN-004-021 อภิธมฺมกํเณีต วัดปรือคัน
KKLCN-004-022 สัตรามาตุคุณ วัดบ้านปรือคัน พ.ศ.2552
KKLCN-004-023 สัตราพระมหาอุปฺปคุตแถรฺ วัดบ้านปรือคัน(พ.ศ.2553)

บทสวด​มนต์ บทอัญเชิญ สูตรขวัญ  KKLCN-005
KKLCN-005-001 คำกล่าวอัญเชิญดวงวิญญาณโฎนตา ในงานเทศกาลแวนโฎนตาเมืองขุขันธ์ ปี 2560

บทร้อง ตุมนุก ผญา เจรียง หมอลำ KKLCN-006
KKLCN-006-001 เจรียงตรัว(เจรียง+ซอ) เจรียงโดย ตาจุม แสงจันทร์
KKLCN-006-002 เจรียงจับเป็ยดองแวง เจรียงโดย ตาจุม แสงจันทร์
KKLCN-006-003 เพลงทำบุญจูนโฎนตา ร้องโดย บุญธรรม ใจดี
KKLCN-006-004 เพลงสาวเมืองขุขันธ์ ร้องโดย น.ส.ธิติมา ชาลีโสม
KKLCN-006-005 เพลงสาวขุขันธ์ ร้องโดย เสกสรร แดนลำดวน
KKLCN-006-006 หนุ่มขุขันธ์ฝันหวาน ร้องโดย ยิ่งยง ยอดบัวงาม

วรรณกรรม นิทาน นิยาย KKLCN-007
KKLCN-007-001 สัตราเนียงกแอกซอ วัดติมรัตนาราม(ถ่ายภาพ15/1/2563)
KKLCN-007-002 สัตราเจ้าก็อมเปรีย บ้านาปิ่น(ถ่ายภาพ17/10/2562)

การแสดงทางวัฒนธรรม KKLCN-008
KKLCN-008-001 การแสดงแสง สี เสียงตำนานเมืองขุขันธ์ ในงานแซนโฎนตาอำเภอขุันธ์ ประจำปี 2560
KKLCN-008-002 พิธีเปิดงานและเซ่นไหว้บรรพบุรุษในงานเทศกาลบุญประเพณีแซนโฎนตาอำเภอขุขันธ์ ปี 2560
KKLCN-008-003 "โขนขุขันธ์" สุดยอดนาฏยศิลป์ถิ่นศรีสะเกษ

ร่องรอยแห่งอดีตความรุ่งเรืองด้านต่างๆบนดินแดนสุวรรณภูมิ

ตัวอักษรศิลาจารึกโบราณก่อนเมืองพระนคร คลิก
 จารึกสำคัญที่พบในภาคตะวันออกของประเทศไทย จำนวน ๕ หลัก คลิก 
กรังสัตราเขมรสุรินทร์โคกขัณฑ์ คลิก
 พิพิธภัณฑ์สมเด็จโอว จ.เสียมเรียบ(เข้าชมเมื่อ 12 ตุลาคม 2562) คลิก
 กรังสัตราพระภิกขุปาติโมกข์โบราณ พบที่วัดราชบูรณ์(วัดโบรณ์) เมืองเสียมเรียบ คลิก
 กรังสัตราบทสวดพระอภิธรรมภาษาเขมร พบที่วัดราชบูรณ์(วัดโบรณ์) เมืองเสียมเรียบ คลิก
 กรังสัตราคิริมานนทสูตรแปล พบที่วัดราชบูรณ์(วัดโบรณ์) เมืองเสียมเรียบ คลิก
 สัตราอานิสงส์บิณฑ์ อ.อ็องโกร์ธม จ.เสียมเรียบ​ คลิก
 ศูนย์มรดกศิลปเขมรอมตะ วัดราชโบรณ์ เมืองเสียมเรียบ คลิก
 ESASTRA-KRAING ELIBRARY คลิก
 การถอดเสียงภาษาเขมร คลิก
 หนังสือพระพุทธสุภาษิตภาษาเขมร คลิก

เอกสาร/บทความประวัติศาสตร์ โบราณคดี และพื้นที่ในท้องถิ่น
 “กลุ่มนครานอกกัมพุเทศะ” เหนือแนวเทือกเขาพนมดงเร็กยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ : ข้อสังเกตเบื้องต้น คลิก
 ไม่มี “ราชมรรคา” แต่มีช่องทางของท้องถิ่นจำนวนมาก คลิก

คลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์โบราณ คลิก
 การปริวรรตอักษรโบราณในภาคอีสาน​-มมส. เอกสาร คลิปวีดีโอ

เอกสารการศึกษาเกี่ยวกับเขมรโบราณ(ขอม)จากชาวต่างประเทศ
 Arteries of empire: an operational study of transport and communication in Angkorian Southeast Asia (9th to 15th centuries CE). PhD Thesis. University of Sydney. Department of Archaeology. คลิก 
 Words across Space and Time: An Analysis of Lexical Items in Khmer Inscriptions, Sixth–Fourteenth Centuries CE คลิก
 Pre-Angkorian Communities in the Middle Mékong Valley. คลิก Temple Models and Simulated Context in a Virtual Angkor. คลิก

ตัวอักษรเขมรแบบ "หลังพระนคร" อักษรที่ไม่ปรากฏในศิลาจารึกภาคอีสานตอนใต้ของไทย

ในวงวิชาการ เราแบ่งตัวอักษรและภาษาเขมร ออกเป็น ๓ สมัยใหญ่ๆ
         ๑) สมัยก่อนพระนคร นับตั้งแต่เริ่มมีอักษรใช้ ซึ่งก็เป็นอักษรแบบที่เราเรียกกันว่า "แบบราชวงศ์ปัลลวะ" หรืออินเดียใต้ มาจนถึงสมัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐-๑๓๐๐

         ๒) สมัยพระนคร ตัวอักษรและภาษาที่ใช้สมัยนี้ เข้ารูปเข้ารอยแล้ว เรียกว่าภาษาเขมรโบราณและอักษรเขมรโบราณได้อย่างเต็มปากเต็มคำ อยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ.๑๓๐๐-๑๙๐๐

         ๓) สมัยหลังพระนคร เป็นช่วงหลังจากสมัยพระนครอันรุ่งเรืองผ่านไปแล้ว เขมรมีการย้ายเมืองหลวงไปโน่นไปนี่มาหลายครั้ง มีเหตุการณ์ยุ่งเหยิงในอาณาจักร แต่ผู้มีศรัทธาก็ยังกลับไปทำบุญที่นครวัดกันอยู่ ซึ่งช่วงนี้นครวัดกลายเป็นวัดในศาสนาพุทธแล้ว พร้อมกับเขียนจารึกเรื่องราวการทำบุญไว้ตามเสาต่างๆ ช่วงนี้อยู่ในราว พ.ศ.๑๙๐๐-๒๔๐๐

         ในอีสานใต้ เราพบว่ามีการใช้ตัวหนังสือตั้งแต่ยุคแรกๆ คือตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๑๑๐๐ ใช้บันทึกเรื่องราวลงบนแผ่นศิลาเรื่อยมาจนถึงสมัยของพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ ๗ ในจารึกประจำอโรคยศาลา ประมาณ พ.ศ.๑๗๕๐ ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏตัวอักษรแบบเขมรใช้ในจารึกอีกเลย ซึ่งก็หมายความว่า "จารึกประจำอาโรคยศาลา" เป็นตัวหนังสือแบบสุดท้ายที่ปรากฏในศิลาจารึกที่พบในอีสานใต้

         ถามว่า แล้วคนแถวนั้นยังใช้ภาษาเขมรสื่อสารกันไหม ก็ยังใช้อยู่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แล้วทำไมไม่ปรากฏจารึกตัวอักษรแบบช่วงที่อยู่สมัยหลังพระนครล่ะ ... ก็อาจเป็นไปได้ว่า ช่วงสมัยนั้น ไม่นิยมสลักเรื่องราวบนแผ่นหินอีกแล้ว ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเลิกสร้างปราสาทหิน ส่วนที่ใช้ในการเขียนใบลานก็ยังคงอยู่ และสืบทอดต่อมา

         เมื่อดูลักษณะรูปตัวเขียน และภาษาที่ใช้ในใบลานแล้ว ส่วนใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับตัวอักษรและภาษาเขมรที่ใช้ในสมัยหลังพระนครนั่นเอง หมายความว่า ไม่ได้เขียนบนหินแล้ว แต่ยังเขียนบนใบลานสืบทอดต่อกันมาอยู่

         สรุปภาคอีสานใต้ของไทย หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมเทวะที่ ๗ ไม่ปรากฏจารึกภาษาเขมรที่เขียนบนหินอีกเลย แม้จะปรากฏชื่อเมืองพิมายพนมรุ้งอยู่ก็ตาม ข้าพเจ้าเลยเสนอว่า เมื่อไม่มีการสร้างปราสาทหิน ความนิยมในการจารึกเรื่องราวบนหินเลยพลอยเสื่อมไปด้วย ฉะนั้นจึงปรากฏร่องรอยการสืบต่อการเขียนอักษรและภาษาเขมรสมัยหลังพระนคร (สมัยเดียวกับอยุธยา) อยู่ในใบลานเท่านั้น

Reference : 
Kang Vol Khatshima. (2563). ตัวอักษรเขมรแบบ "หลังพระนคร" อักษรที่ไม่ปรากฏในศิลาจารึกภาคอีสานตอนใต้ของไทย, แหล่งข้อมูล:https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=10158534813203446&id=721983445. ค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563.

จารึกสำคัญที่พบในภาคตะวันออกของประเทศไทย จำนวน ๕ หลัก

          เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ (๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอหลักฐานที่เกี่ยวกับภาษา และประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี คือ ๕ จารึกสำคัญ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ได้จัดแสดงจารึกสำคัญที่พบในภาคตะวันออก จำนวน ๕ หลัก ได้แก่
          ๑. จารึกกรอบประตูปราสาทเขาน้อย (รายละเอียด คลิก)
          ๒. จารึกช่องสระแจง  (รายละเอียด คลิก)
          ๓. จารึกเนินสระบัว  (รายละเอียด คลิก)
          ๔. จารึกสด๊กก๊อกธม ๑  (รายละเอียด คลิก)
          ๕. จารึกสด๊กก๊อกธม ๒ 
 (รายละเอียด คลิก)



ที่มา : เฟสบุกเพจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ที่ลิงก์ https://www.facebook.com/FineArtsDept/posts/2458832644206906 (30 กรกฎาคม 2562 อัพโหลดขึ้นเมื่อเวลา 12.02 น.).

คำภาษากูยโบราณที่พบใช้ร่วมกันทั้งกูยและเขมรโบราณใช้เรียกข้าวสาร

        คำภาษากูยโบราณที่พบใช้ร่วมกันทั้งกูยและเขมรโบราณใช้เรียกข้าวสาร และส่งต่อมาลูกหลานเหลนโหลนในยุคปัจจุบัน คือ រង្កោ หรือ រង្កៅ อ่านว่า /รงฺเกา/ หรือ เพี้ยนมาเป็น រង្ង៉ាវ /รงฺงาว/ เช่นในสมัยก่อนเมืองพระนคร คำว่า តាង៑អញ៑ ក្លោញ រង្កៅ เป็นตำแหน่งข้าราชการที่พระพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องข้าวสารโดยเฉพาะ
        คำว่า រង្កោ หรือ រង្កៅ อ่านว่า /รงฺเกา/ นี้ พบในจารึกหลายที่ทั้งในประเทศกัมพูชาและประเทศไทย เช่น ที่ ភូមិសម្បទានកាំពី ឃុំសំបុក ស្រុកចិត្របុរី ខេត្តក្រចេះ และที่จารึกปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น
 

        คำว่า រង្កោ หรือ រង្កៅ อ่านว่า /รงฺเกา/ หรือ เพี้ยนมาเป็น រង្ង៉ាវ /รงฺงาว/ ยังพบใช้สื่อสารพูดคุยกันในชุมชนชาวบ้านในหมู่บ้านที่มีชนชาติพันธุ์กูยอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น กูยตำบลปรือใหญ่ และบ้านใกล้เรือนเคียง มาจนถึงปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง : 
វចនានិក្រមខ្មែរបុរាណ តាមសិលាចារឹកបុរេអង្គរ សតវត្សទី​​៦-៨ រៀបរៀងដោយ​បណ្ឌិតសាស្ត្រាចារ្យ ឡុង សៀម

คำภาษากูยโบราณที่บรรพชนโบราณใช้เรียก โค หรือ วัว


#អន្រោក៑ /អន៑-រ៉ោក៑ ʔɑn-rɑk อ็อน-ร็อก / เป็นคำภาษากูยโบราณ ที่ปรากฏที่ปราสาทโลเล็ย (ប្រាសាទលលៃ) ที่เมืองเสียมเรียบ เป็นปราสาทหินอยู่ทางเหนือสุดในปราสาทกลุ่มโลเลย ในอาณาจักรเขมรโบราณ สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 1435 ในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เสร็จในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 โอรสของพระเจ้าอินทวรมัน ก็คือรา 1,100กว่าปีมาแล้ว ...แต่คนในสมัยโบราณเคยมีวัฒนธรรมที่ดีงามร่วมกันก็มีการยืมคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันกันไปมาเป็นเรื่องธรรมดา ครับ ปัจจุบันนี้ กูยตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ และกูยที่กัมพูชา ก็ยังอนุรักษ์และใช้คำนี้เรียก โค หรือ วัว มาจนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะออกเสียงเพี้ยนแตกต่างไปบ้างเป็น អន្រ្តក់,ហ្រ្តក់ พบแถบกำปงธม หรือ អន្រោក៑ แบบกูยตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ...เป็นต้น

หมายเหตุ
*** ด้านหน้าของคำนี้ พบใช้คำว่า #គ្វាល៑ /เกวี็ยล/ นำหน้าคำว่า #អន្រោក៑ รวมเป็นคำว่า គ្វាល៑អន្រោក៑ ในยุคนั้น គ្វាល៑ คำนี้ น่าจะหมายถึง เชี่ยวชาญในด้าน....,ชำนาญในด้าน..... แต่ต่อมาในปัจจุบัน ภาษาเขมรวิวัฒน์มาเป็น ឃ្វាល เช่นในคำ ឃ្វាលគោ แปลว่า เลี้ยงวัว แต่ในภาษากูยที่กัมพูชา และกูยตำบลปรือใหญ่ ยังพบใช้คำ គ្វាល៑ นี้อยู่จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ គ្វាល៑អន្រ្តក់,គ្វាល៑ហ្រ្តក់ หรือ គ្វាល៑អន្រោក៑ ซึ่งความหมายในปัจจุบัน គ្វាល៑ อาจชี้เฉพาะลงมาว่า เลี้ยง... เท่านั้นเอง ครับ

***ข้อสังเกตคนโบราณจะใช้ เครื่องหมาย (-៑)วิราม กำกับบนพยัญชนะท้าย เพื่อให้รู้ และบังคับว่าคำนี้ต้องออกเสียงสระสั้นเท่านั้น...ครับ

ขอบพระคุณที่มา :

 

รูปแบบของอักษรเขมร ​​: อักษรเชรียง อักษรฌร อักษรมูล และอักษรขอม มีความแตกต่างกันอย่างไร?

​​​         รูปแบบของอักษรเขมร ในปัจจุบัน มีรูปแบบพื้นฐานโดยทั่วไป 2 รูปแบบคือ អក្សរ​ជ្រៀង(slanted script)​และអក្សរមូល(round script)​ มักพบและใช้ในการพิมพ์ข้อความในสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด เช่น นวนิยาย ตำราเรียน และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

         អក្សរឈរ(standing script)เป็นเพียงรูปแบบแนวตั้งของអក្សរ​ជ្រៀង(slanted script)และใช้สำหรับหัวเรื่องของบท​ หรือคำบรรยาย และในการประชาสัมพันธ์บางส่วนจะใช้อักษรนี้แทนที่អក្សរ​ជ្រៀង(slanted script)​ทั้งหมด

        ในส่วนของ អក្សរមូល(round script)เป็นแบบอักษรที่เก่าแก่ และมีความปราณีตบรรจงมากขึ้น ลักษณะตัวอักษรส่วนใหญ่มีรูปร่างคล้ายคลึงกับអក្សរ​ជ្រៀង(slanted script)เล็กน้อย แต่มีความสะดุดตากว่า អក្សរ​ជ្រៀង(slanted script) การใช้งาน អក្សរមូល(round script)หรืออาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า​​​ อักษรบรรจง(elaborate script)ใช้สำหรับพิมพ์ชื่อหนังสือ หัวเรื่องสำคัญ หัวข้อข่าวของหนังสือพิมพ์ หัวข้อธรรมะทางศาสนา ชื่อที่มีความจำเพาะเจาจง(proper names)และจารึกบนอนุสาวรีย์สาธารณะและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

        และนอกจากนี้ ก็ยังมี អក្សរខម(cambodian script)ซึ่งมีความแตกต่างจาก អក្សរមូល(round script)เพียงเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่า จะพบใช้กันมากกว่าអក្សរមូល(round script) แต่ในความเข้าใจของคนทั่วไป มักจะเรียกอักษรทั้งสองแบบนี้ แบบเหมารวมกันว่า អក្សរមូល(round script)

       นี่คือแบบของอักษรเขมรทั้ง 4 แบบ ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบรูปลักษณะที่สอดคล้องกัน(concordance of script)ได้ดังตารางต่อไปนี้

អក្សរជ្រៀង    អក្សរឈរ     អក្សរមូល     អក្សរខម


แปลและเรียบเรียง: สุเพียร คำวงศ์ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ภาษา ตำราและคำภีร์ใบลาน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ(22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561)

Reference : Franklin E. Huffman with the assistance of Chhom-rak Thong Lambert and Im Proum.Cambodian System of Writing and Beginning Reader with Drill and Glossary.New Haven and  London,Yale University Press,1970.

หมายเหตุ
        ศรีศักร วัลลิโภดม.ขอมคือใคร? ศรีศักร วัลลิโภดม วิจารณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤศจิกายน ๒๕๒๕. สรุปว่า "...พวกขอมนั้นถ้ามองอย่างแคบๆ ก็หมายถึงชาวเขมรสมัยเมืองพระนครที่นับถือศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนาคติมหายาน แต่ในความหมายที่กว้างออกไปนั้นหมายรวมไปถึงกลุ่มชนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนที่นับถือพระพุทธศาสนาคติมหายานแบบเมืองพระนครที่พัฒนาขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เป็นต้นมา   ผู้ที่เรียกกลุ่มชนเหล่านี้ว่า ขอม ก็คือคนในรุ่นหลังที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบลังกาวงศ์นั่นเอง ชาวขอมและวัฒนธรรมขอมได้เปลี่ยนแปลงและสิ้นสุดลงสมัยเมืองพระนคร  สิ่งที่หลงเหลือเกี่ยวกับขอมในทุกวันนี้ก็คือ อักษรและภาษาขอม และที่สำคัญก็คือบรรดาซากศาสนสถานที่เป็นปรางค์หรือปราสาทซึ่งชาวบ้านทั่วไปล้วนแต่บอกว่าเป็นของขอมหรือขอมมาสร้างไว้ทั้งสิ้น" 

ขอมอบเป็นกำลังใจแด่...ทุกท่านที่ทำงานด้านอนุรักษ์ภาษา ตำรา และคัมภีร์ใบลานทุกท่าน

          ขอมอบเป็นกำลังใจแด่...ทุกท่านที่ทำงานด้านอนุรักษ์ภาษา ตำรา และคัมภีร์ใบลานทุกท่าน...ครับ

ขอบคุณเพลงจาก สมาคมอนุรักษณ์เอกสารโบราณ (สอบ.) 
Manuscript Conservation Association (M.C.A.)